สารชีวโมเลกุล

ความหมายของสารชีวโมเลกุล
ลักษณะที่สำคัญของสารชีวโมเลกุลเป็นดังนี้
– ประกอบด้วยธาตุขนาดเล็ก มีมวลโมเลกุลต่ำ เช่น C, H, O, N, S, P ธาตุชนิดอื่นมีพบบ้าง (เช่น Fe, Cu, Zn) แต่จัดว่าน้อยเมื่อเทียบกับน้ำหนักของร่างกาย แต่ก็มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตด้วย
– เป็นสารประกอบของคาร์บอน โดยคาร์บอนจะเชื่อมต่อกันด้วยพันธะโควาเลนต์เกิดเป็นโครงร่างคาร์บอน จากนั้นอะตอมอื่นๆจะเติมเข้ามาในโครงร่างคาร์บอนนี้
– อะตอมที่เติมเข้ามาเรียกว่าหมู่ฟังก์ชัน (functional group) ซึ่งเป็นตัวกำหนดลักษณะเฉพาะของโมเลกุลนั้นๆ
– สารชีวโมเลกุลจะมีโครงสร้างสามมิติซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำงาน -สารชีวโมเลกุลส่วนใหญ่อยู่ในรูปอสมมาตร
– สารชีวโมเลกุลจะเกิดจากหน่วยขนาดเล็ก (monomer) ที่มีโครงสร้างใกล้เคียงกัน จัดเรียงตัวเป็นโมเลกุลที่ใหญ่ขึ้น (polymer) การรวมตัวกันนี้ต้องใช้พลังงาน ส่วนการย่อยสลายโพลีเมอร์จะได้พลังงาน

– คาร์โบไฮเดรต ประกอบด้วย คาร์บอน,ไฮโดรโจน,ออกซิเจน
– โปรตีน ประกอบด้วย คาร์บอน,ไฮโดรเจน,ออกซิเจน,ไนโตรเจน
– ไขมัน ประกอบด้วย คาร์บอน,ไฮโดรโจน,ออกซิเจน (กลีเซอรอล+กรด ไขมัน)
– กรดนิวคลีอิก ประกอบด้วย ไนโตรเจน,กำมะถัน,ฟอสฟอรัส เป็นโครงสร้างพื้นฐาน

ความสำคัญของสารชีวโมเลกุล
1.ทำให้ร่างกายอบอุ่น
2.ถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
3.ผิวหนังชุ่มชื้น สุขภาพเล็บดี
4.รักษาสมดุลของน้ำและ กรด-เบส
5.สร้างเซลล์เนื้อเยื่อ ,ฮอร์โมน ,เอนไซน์ ระบบภูมิคุ้มกัน
6.ซ่อมแซมส่วนสึกหรอของร่างกาย   สารที่ให้พลังงาน เรียงจากลำดับการดูดซึมของร่างกาย   คาร์โบไฮเดรต >> ไขมัน >> โปรตีน  
*สารอาหารที่ไม่ให้พลังงาน ได้แก่ วิตามิน ,น้ำ,เกลือแร่

ไขมันและน้ำมัน เป็นสารอินทรีย์ จัดเป็นเอสเทอร์ชนิดหนึ่งที่  เกิดจากกรดไขมัน+กลีเซอรอล เรียกว่า ไตรกลีเซอไรด์

– ความแตกต่าง คือ ไขมันเป็นของแข็งและน้ำมันเป็นของเหลว
– เอสเทอร์ คือ กรดอินทรีย์+แอลกอฮอล์
– กรดไขมันเป็นกรดอินทรีย์ชนิดหนึ่ง คือ ไฮโดรคาร์บอน+กรด
– กรดไขมันจำเป็นคือกรดไขมันที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องรับจากอาหาร เช่น กรดไลโนเลอิก ,กรดไลโนเลนิก และ กรดอะแรคิโตนิก
กรดไขมัน : แบ่งตามโครงสร้างส่วนที่เป็นไฮโดรคาร์บอน(R)
1.กรดไขมันอิ่มตัว : บิวทิริก(เนย) ลอริก(น้ำมันมะพร้าว) 
   ไบริสติก(เนย) สเตียริก(ไขมันสัตว์)
   พาส์มิติก(น้ำมันปาล์ม,น้ำมันสัตว์)
2.กรดไขมันไม่อิ่มตัว : พาส์มิโตเลอิก(ไขมันพืชและสัตว์)
    โอเลอิก(น้ำมันมะกอก)
    ไลโนเลอิก(น้ำมันลินสีด,น้ำมันถั่วเหลือง)
    ไลโนเลนิก(น้ำมันข้าวโพด)
*กรดไขมันอิ่มตัวมีจุดหลอมเหลวสูงกว่ากรดไขมันไม่อิ่มตัว
*น้ำมันมะกอก มีกรดไมริสติสน้อยสุด และมีกรดโอเลอิกมากสุด
*ไขมันจากสัตว์ ประกอบด้วยกรดไขมันอิ่มตัวมากกว่ากรดไขมันไม่อิ่มตัว สมบัติของไขมันและน้ำมัน
– ไม่ละลายน้ำ แต่ละลายในตัวทำละลายอินทรีย์ เช่น เฮกเซน,อีเทอร์,แอซีโตน,คาร์บอนเตตระคลอไรด์
– ความหนาแน่นต่ำกว่าน้ำ แต่สูงกว่าเอทานอล(ลอยน้ำ จมในเอทานอล)
– เกิดปฏิกิริยากับโซเดียมไฮดรอกไซด์ >> ได้สบู่
– เกิดการเหม็นหืน เมื่อถูกออกซิเจนในอากาศ , แบคทีเรีย ,ความร้อน(เพราะมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเยอะ ต้องเติมวิตามิน E ป้องกันการเหม็นหืน)
– เกิดปฏิกริยาไฮโดรลิซิสกับกรดไขมันและกลีเซอรอล
ประโยชน์ของน้ำมันและไขมัน
– เป็นตัวทำละลายวิจามิน A,D,E,K
– ให้พลังงานมากสุด 9.0 กิโลแคลอรี่
– เป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ของสัตว์
หมายเหตุ
*โซเดียมไฮดรอกไซด์(โซดาไฟ)+ไขมัน = สบู่
*ส่วนใหญ่น้ำมันพืชเป็นของเหลวเพราะมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวมาก
*กรดไขมันไม่อิ่มตัวมากกว่าอิ่มตัวจะดีต่อการบริโภค
*การแปลงสภาพโปรตีนเกิดจาก : ความร้อน, สารละลายกรด-เบส,
   เอทานอล ทำให้โปรตีนตกตะกอน , ไม่ละลายน้ำและแข็งตัว

โปรตีน
หน้าที่: เป็นเอนไซม์ > เร่งปฏิกิริยาในเซลล์สิ่งมีชีวิตเป็นฮอร์โมน > ควบคุมการทำงานของร่างกายในระบบต่างๆ
เป็นแอนติบอดี > ทำลายสิ่งแปลกปลอมในร่างกายเป็นเซลล์ของกล้ามเนื้อ เล็บและผม
– หน่วยที่เล็กสุดของโปรตีน คือ กรดอะมิโน เชื่อมกันด้วย พันธะ เนปไทด์
– การทดสอบโปรตีนให้ใช้สารละลายไบยูเร็ตทดสอบ โปรตีนจะเปลี่ยนเป็นสีม่วง
– เกิดปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส >> ได้กรดอะมิโน    โปรตีน > พอลิเพปไทด์ > ไดเพปไทด์ > กรดอะมิโน
– อิมมูโนโกคบูลิน = สร้างภูมิคุ้มกัน(แอนติบอดี้)
– ถั่วเหลืองมีกรดอะมิโนสูงมาก ทดแทนเนื้อสัตว์ได้
– กรดอะมิโนจำเป็นมี 8 ชนิด คือ เมไทโอนีน,ทรีโอนีน,ไลซีน,เวลีน,ลิวซีน,ไอโซลิวซีน,เฟนิลอะลามีน และทริปโตเฟน
– ทารกต้องการ ฮีสติดีน
– กรดอะมิโนไม่จำเป็นมี ไกลซีน,แอสปาราจีน,กรดกลูตามิก,ไทโรซีน

คาร์โบไฮเดรต : เป็นองค์ประกอบของเซลล์เนื้อเยื่อ ผนังเซลล์ น้ำ และไขข้อในสัตว์ แบ่งได้ 3 ประเภทตามขนาดของโมเลกุล คือ

1.มอนอแซ็กคาไรน์ > เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว มีรสหวาน ละลายน้ำได้ ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ทันที ได้แก่
    – กลูโคส – กาแลกโทส – ฟรักโทส >> มีสูตร คือ C6H12O6
2.ไดแซ็กคาไรด์ > เป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ ได้แก่
    – มอนโทส เกิดจากกลูโคส 2 โมเลกุล ได้จากการไฮโดรไลซ์แป้ง
    – แล็กโทส เกิดจากกลูโคสและกาแล็กโทส พบในน้ำนมสัตว์
    – ซูโครส(น้ำตาลทราย) เกิดจากกลูโคสและฟรักโทส พบในน้ำผลไม้ จากผักและน้ำผึ้ง
3.พอลิแซ็กคาไรน์ > เป็นโมเลกุลขนาดใหญ่ เกิดจากมอนอแซ็กคาไรน์ หลักร้อยขึ้นไปมาต่อกันเป็นโครงสร้างโซ่ตรง หรือโซกิ่ง
– มีสมบัติต่างจากน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวและคู่ คือ ไม่มีรสหวาน ไม่ละลายน้ำ เช่น แป้งวุ้น เซลลูโลส ไกลโคเจน อินซูลิน
สมบัติของคาร์โบไฮเดรต
1.น้ำตาลมีรสหวาน ละลายน้ำได้ดี แป้งไม่มีรสหวาน และไม่ละลายน้ำ
2.กลูโคสและกาแล็คโทส ทดสอบกับสารละลายเบเนดิกส์ จะได้ตะกอนสีแดงอิฐ
3.แป้งและน้ำตาลทราย ทำปฏิกิริยากับกรดหรือเอนไซม์จะได้น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว
4.การหมัก คือ การเปลี่ยนแป้งหรือน้ำตาลให้เป็นเอทานอลและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งมียีสต์หรือแบคทีเรียเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา

*ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถย่อยเซลลูโลสได้ จึงเป็นเส้นใบที่ช่วยในการทำงานของลำไส้
*น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว คือ ส่วนที่เล็กที่สุดของคาร์โบไฮเดรต

กรดนิวคลีอิก มี 2 ชนิด คือ
1.กรดดีออกซีไรโบนิวคลีอิก (DNA) พบในนิวเคลียสของเซลล์ ทำหน้าที่เป็นสารพันธุกรรม
2.ไรโบนิวคลีอิก (RNA) พบในนิวเคลียสและไซโตพลาซึมของเซลล์สิ่งมีชีวิต มีหน้าที่สังเคราะห์โปรตีนภายในเซลล์

*ทั้ง DNA และ RNA เป็นโมเลกุลที่มีขนาดใหญ่มาก ประกอบด้วย  นิวคลีโอไทด์
*นิวคลีโอไทด์ ประกอบด้วย น้ำตาลไรโบส ,N-เบส และหมู่ฟอสเฟต
*N-เบส แยกเป็น
1.Adenine 2.Tumine
3.Guanine
4.Cytonine

ใส่ความเห็น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น